L     R


 

webmaster

Webmaster

บทความดีๆ ที่แนะนำให้่อ่านกัน ที่ HappyHappiness

Happyhappiness ได้รวบรวม เรื่องราว และ บทความดีๆ มาไว้ด้วยกัน เพื่อให้ บทความดีๆ เหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดไปยัง ผู้ที่ต้องการหาคำตอบ หรือความหมายบางอย่างในการดำเนินชีวิต และในการกระทำต่างๆ รวมทั้งได้รวบรวม บทความที่นำมาซึ่งข้อคิดดีๆในชีวิต ท่านสามารถเผยแำำพร่ บทความดีๆ เหล่านี้ออกไปได้โดยวิธีต่างๆมากมาย เพื่อให้คนที่เรารักและหวังว่าจะให้เขาได้ รับเรื่องราวดีๆ ในชีวิต เพิ่มขึ้น กับ บทความดีๆ ที่นี่ Happyhappiness

 
 
 

corner corner
   
corner corner


Advertise

โฆษณา

15 ข้อ ฝึกหาความสุขแบบตัดตรง (ไม่หรูหราแต่ได้ผลจริง)

Posted by 11 September, 2013 (0) Comment

15 ข้อ ฝึกหาความสุขแบบตัดตรง (ไม่หรูหราแต่ได้ผลจริง )
พศิน อินทรวงค์

1.ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้

1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ หมายความว่า จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมาก อย่าปล่อยให้จิตใจวนไปวนมากับความ รู้สึกของตัวเอง เหมือนจมอยู่ในอ่าง ลองเปิดตามองไปรอบๆ แล้วมองให้เห็นว่า คนบนโลกนี้มีมากมายแค่ไหน ตัวเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของโลก ดังนั้นก็อย่าไปให้ความสำคัญกับมันมากนัก ทุกข์บ้าง ผิดบ้าง เรื่องธรรมดา

2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม

2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย ในแง่ของความสุข เราไม่จำเป็นต้องสะสมอะไรเพื่อให้มีความสุข วิธีมีความสุขของคนเรามีมากมายหลายอย่าง และเราไม่ควรเลือกวิธีที่สร้างภาระให้กับตนเอง

3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ

3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม หัดเว้นที่วางไว้ให้ความผิดพลาดบ้าง ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องไร้ที่ติ การผิดบ้างถูกบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เพียงแต่เราต้องรู้จักปรับปรุงตนเองไม่ให้ผิดพลาดบ่อยๆ ซ้ำๆซากๆ

4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ

4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่า ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมาก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ และขุ่นมัว คนที่พูดจาไม่ดี แม้ว่าคำพูดจะดูฉลาดหลักแหลมเพียงไรมันก็คือความโง่ชนิดหนึ่ง คนที่พูดแต่เรื่องไม่ดีของคนอื่นนับเป็นคนหาความสุขได้ยากนัก

5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ

5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ หมายความว่า เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย ดังนั้น อย่าไปเสียเวลาคิดมาก อย่าไปย้ำคิดย้ำทำ อย่าไปหลงยึดไว้เกินความจำเป็น ให้รู้จักธรรมชาติของมัน การยึดติดกับวัตถุ บุคคล หรือความรู้สึกจนเกินเหตุ คือปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนเราเกิดความทุกข์ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ และต้องฝึกฝนตนเองให้เป็นคนปล่อยวางอะไรง่ายๆ เข้าไว้

6. ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่องของการ นินทา

6. ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่องของการ นินทา หมายความว่า เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่า เราต้องถูกนินทาแน่นอน ดังนั้น เมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า “เรามาถูกทางแล้ว” แปลว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกา กับคำนินทาก็คือคนไม่รู้เท่าทันโลก แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่น ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดว่า เราจะไม่ถูกนินทา ขอให้รู้ว่า คำนินทาคือของคู่กับมนุษย์โลก มีมาช้านานแล้ว แม้แต่พระพุทธเจ้า นักบุญ คนที่สร้างคุณงามความดีไว้กับโลกมากมายยังถูกนินทา แล้วเราเป็นใครจะไม่ถูกนินทา ดังนั้น อย่าไปใส่ใจให้มาก ถ้าอะไรที่ดีเก็บไว้ปรับปรุงตัว อะไรที่ไม่ดี ทิ้งมันไว้ไม่ต้องไปตีราคาสร้างค่าให้คำพูดไร้สาระ ส่วนตัวเราเอง ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกตนเองให้เป็นผู้ไม่นินทาคนอื่นเช่นกัน

7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็นขี้ข้าของเงิน

7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็นขี้ข้าของเงิน หมายความว่า เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเอง มีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้ ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน การยุติความเป็นขี้ข้าของอำนาจเงินนี้ พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ ชีวิตทั้งชีวิตของเรา ก็จะเป็นชีวิตที่เกิดมาแล้วตายไปเปล่าๆ ด้วยเหตุที่ว่า ใช้เวลาหมดไปกับการสะสมเงินทองที่เอาไปไม่ได้แม้แต่บาทเดียว

8. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ

8. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ หมายความว่า การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้า คนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น ซึ่งส่วนใหญ่มันก็เป็นเพียงความถูกต้องที่กิเลสของตัวเองลากไป ไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกต้องตรงธรรมอย่างแท้จริง ดังนั้น การยอมเสียเปรียบ การให้ผู้อื่นด้วยความเบิกบานจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าที่เราคิดกัน มีแรงให้เอาแรงช่วย มีเงินให้เอาเงินช่วย มีความรู้ก็เอาความรู้เข้าไปช่วย ในหนึ่งวัน เราควรถามตัวเองว่า วันนี้เราได้ช่วยใครไปแล้วหรือยัง เราได้เสียเปรียบใครหรือยัง ถ้าคำตอบคือ “ยัง” ให้รู้เอาไว้เลยว่า เราเป็นอีกคนที่มีแนวโน้มจะหาความสุขได้ยากเต็มที

9. ฝึกตัวเองให้เป็นแสงสว่างในที่มืด

9. ฝึกตัวเองให้เป็นแสงสว่างในที่มืด หมายความว่า ตรงไหนที่มันมืด เราควรไปเป็นดวงไฟส่องทางให้เขา ตรงไหนที่ไม่มีคนช่วย เราควรไปทำ เช่น ลองหาเวลาไปรับประทานอาหารร้านที่ไม่มีลูกค้าเข้า อย่ามุ่งแต่เรื่องกิน ให้การกินของเรามันเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง ร้านเขาไม่มีลูกค้า แล้วเราเข้าไปนั่ง มันไม่ใช่แค่เงิน แต่มันหมายถึงกำลังใจ อย่าคิดถึงการบริการที่ดีที่สุด อย่าคิดถึงรสชาติของอาหารให้มาก นัก ให้คิดว่า เรากำลังเป็นผู้ให้ เดินเข้าร้านหนังสือ หนังสือเล่มไหน เก่าที่สุด เราอ่านเนื้อหาแล้วสนใจ หยิบมันขึ้นมาแล้วจ่ายเงิน นำมันกลับบ้าน เหลือหนังสือเล่มสวยๆ ไว้ให้คนอื่นๆ ได้ซื้อได้อ่าน อย่าไปบ้ากับการเก็บสิ่งที่ดีที่สุด อย่าไปบ้ากับการปรนเปรอสิ่งที่ดีที่สุดให้ตนเอง แต่ให้เน้นจิตใจที่ดีที่สุด ใช้วัตถุ ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการซื้อจิตใจดีๆ สูงๆ สะอาดๆ ของเรากลับคืนมา วัตถุเป็นเรื่องไม่จีรัง แต่จิตใจดีๆ นั้นเป็นทั้งหมดของชีวิต เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้จักรักษาดูแลเอาไว้ไม่ให้เกิดความเสียหาย

10. ฝึกให้ตัวเองไม่ไหลไปตามอำนาจวัตถุนิยม

10. ฝึกให้ตัวเองไม่ไหลไปตามอำนาจวัตถุนิยม หมายความว่า ต้องรู้จักยับยั้งช่างใจ และมีปัญญาในการมองเห็นว่า อะไรคือสิ่งจำเป็น อะไรคือสิ่งที่เราถูกโฆษณาหลอก เรากำลังเป็นตัวของตัวเอง หรือเรากำลังบ้ากระแสสังคมอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลดความจำเป็นเรื่องแฟชั่น ลดความจำเป็นเรื่องโทรศัพท์ ลดความจำเป็นเรื่องสิ่งของเครื่องใช้ ก่อนจะซื้อ ก่อนจะอยากได้ ให้ลองถามตัวเองว่า เราอยากได้เพราะอะไร เพราะมันจำเป็น เพราะอยากเท่ อยากดูดีในสายตาของอื่น หรือเพราะอะไรกันแน่ๆ ตอบตัวเองให้ได้ชัดๆ ในเรื่องของความจำเป็นนี้ พูดได้เลยว่า ของในชีวิตส่วนใหญ่ที่เราครอบครองกันอยู่มีไว้โชว์ มากกว่ามีไว้ใช้

11. ฝึกให้ตัวเองยอมรับความจริงง่ายๆ

11. ฝึกให้ตัวเองยอมรับความจริงง่ายๆ หมายความว่า อะไรที่ทำผิด อย่าดันทุรัง ให้พูดคำว่า ขอโทษครับ ขอโทษค่ะ ขอบคุณครับ ขอบคุณค่ะ ฝึกพูดคำเหล่านี้ให้เป็นเรื่องปกติ ความผิดไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่การผิดแล้วไม่ยอมรับผิดนั้นเป็นเรื่องเสียหาย และส่งผลเสียกับชีวิตเป็นวงกว้าง เพราะการปรับปรุงตัวนั้นมีจุดเริ่มต้นจากการที่คนๆ หนึ่งรู้ตัวว่าทำไม่ดี ดังนั้นคนที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำไม่ดีแล้วดันทุรัง ก็คือคนที่ไม่มีโอกาสปรับปรุงตน เองให้ดีขึ้น ขอให้รู้ว่า เมื่อเราทำผิด ต่อให้ปากแข็งแค่ไหน ดันทุรังแค่ไหน ผิดมันก็คือผิด หลอกตัวเองได้ แต่หลอกคนอื่นไม่ได้ เหมือนเราบอกว่า ไม่เหม็น แต่กลิ่นเหม็นนั้น ถ้ามันมีจริงมันก็โชยออกมาอยู่วันยังค่ำ

12. ฝึกให้ตัวเองรู้จักเลือกคนต้นแบบที่ถูกต้องตรงธรรม

12. ฝึกให้ตัวเองรู้จักเลือกคนต้นแบบที่ถูกต้องตรงธรรม หมายความว่า เมื่อคิดจะเลือกใครสักคนมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต อย่าไปมุ่งเน้นแต่ความสำเร็จด้านเงินทองเพียงอย่างเดียว แต่เราควรให้ความสำคัญกับคุณค่าในด้านอื่นๆ ด้วยเช่น ความดี คุณธรรม ความเสียสละ เราควรเคารพและชื่นชมใครซักคนที่ความดีของเขาไม่ใช่รายได้ของเขา ทุกวันนี้ คำว่าความสำเร็จถูกใช้ไปกับเรื่องของเงินๆ ทองๆ มากเกินไป ใครหาเงินได้มาก แปลว่า คนๆ นั้นประสบความสำเร็จมาก ตรงนี้เป็นการให้คุณค่าที่ผิดพลาด การคิดเช่นนี้ย่อมเป็นการปลูกฝั่งค่านิยมในระดับจิตวิญญาณที่ทำให้เราให้ตกเป็นทาสของเงิน เมื่อเราเป็นทาสของเงินเสียแล้ว เราก็จะเป็นคนที่ฝากความสุขของเราไว้กับเงินด้วย เราเลือกต้นแบบอย่างไร ชีวิตของเราก็จะมุ่งหน้าไปทางนั้น สังคมจะดีขึ้นได้ก็เริ่มจากทัศนคติของเราตรงนี้นั่นเอง

13. ฝึกให้ตนเองเป็นคนไม่ทะเลาะกับคนใกล้ชิด

13. ฝึกให้ตนเองเป็นคนไม่ทะเลาะกับคนใกล้ชิด หมายความว่า เราต้องไม่เป็นคนหน้าชื่นอกตรม คือยิ้มไปทั่วกับคนนอกบ้าน แต่กลับมาทะเลาะกับคนที่บ้าน ขอให้ใช้คนที่บ้านเป็นเครื่องมือฝึกจิตใจของตนเอง อะไรที่ยอมได้ก็ขอให้ยอม เสียเปรียบคนในครอบครัวให้มากที่สุด ดีกับเขาให้เหมือนเขาเป็นคนเดียวกับเรา อย่าเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องนอกบ้าน แต่กลับมาเก่งในบ้าน เพราะมันจะสร้างแต่ความทุกข์ให้ชีวิต ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคนเรา ถ้าหาความสุขจากครอบครัวไม่ได้ ความสุขที่อื่นก็ไม่ต้องพูดถึง ต่อให้หลอกคนทั้งโลกได้ว่าชีวิตประสบความสำเร็จ แต่ภาพที่สร้างขึ้นมา ก็เป็นแค่ภาพลวงตาที่จะย้อนกลับมาสร้างความละอายใจให้ตัวเองอยู่วันยังค่ำ ยอมพ่อแม่ ยอมลูกเมีย ยอมสามี ยอมคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่า สิ่งดีๆ ที่ทำแล้วชื่นใจก็ขอให้ทำให้บ่อย คำพูดดีๆ ที่พูดได้ก็ขอให้พูด ครอบครัวคือรากของมนุษย์ ถ้ารากของชีวิตเน่า ส่วนที่เหลือก็เน่าทั้งหมด

14. ฝึกตัวเองให้เข้าใจคำสอนของศาสนาตน

14. ฝึกตัวเองให้เข้าใจคำสอนของศาสนาตน หมายความว่า เรานับถือศาสนาอะไรอยู่ ก็ต้องเข้าใจคำสอนของศาสนานั้น แม้ทำตามคำสั่งสอนยังไม่ได้ แต่ก็ต้องเข้าใจถึงแก่นแท้ ขอให้ถามตัวเองว่า ทุกวันนี้ หัวใจของศาสนาตัวเองคืออะไร เรารู้แล้วหรือยัง หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น แล้วลองเขียนดู ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรลงไป ก็แปลว่า เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศาสนาของเรา อย่าหลอกตัวเองว่าเรารู้แล้ว ถ้าไม่มีอะไรจะเขียน นึกเรื่องจะเขียนไม่ออก ก็แปลว่าเราไม่รู้ เรียบเรียงไม่ได้ ความคิดยังไม่ตกผลึกทั้งๆ ที่นับถือศาสนานี้มาแล้วชั่วชีวิต ย่อมหมายความว่า เราเป็นคนไม่ใส่ใจในศาสนาตนเองเท่าที่ควร ไม่ต้องไปตกใจหรือรู้สึกผิดบาป ทุกอย่างแก้ไขได้ ขอให้รีบปรับปรุงตัวเสียแต่วันนี้ ก็ยังไม่สาย ศาสนาเป็นรากของจิตวิญญาณ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะทิ้งๆ ขว้างๆ แล้วค่อยไปใส่ใจในวัยชรา เพราะถึงเวลานั้น ก็คงไม่ทันการแล้ว

15. ฝึกตัวเองให้ค่อยๆ ทำตามสิ่งที่ศาสนาของตนสั่งสอนจนสำเร็จ

15. ฝึกตัวเองให้ค่อยๆ ทำตามสิ่งที่ศาสนาของตนสั่งสอนจนสำเร็จ หมายความว่า เมื่อรู้ว่าศาสนาของตนสอนอะไร ก็ขอให้ทำ ทำด้วยความเบิกบาน ไม่จำเป็นต้องทำได้ทั้งหมด แต่ขอให้ทำเรื่อยๆ ทำให้ดีขึ้นทุกวัน อย่าน้อย ในแง่ของศีลธรรมก็ควรจะทำให้ได้ อย่าน้อยที่สุด ก็ขอให้อายตัวเองเมื่อคิดจะพูดโกหก เมื่อจะเบียดเบียนผู้อื่น เมื่อจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องตรงธรรม บุคคลในอุดมคติของแต่ละศาสนาไม่ได้เป็นกันง่ายๆ แต่ถ้าไม่เริ่มก็ไม่มีโอกาสไปถึง สำหรับคนที่ไม่มีศาสนา หรือไม่นับถืออะไร ก็ขอให้นับถือความดี ซื่อสัตย์กับความดี
คาถาง่ายๆ ที่สำหรับผู้ไม่มีศาสนาก็คื
เราไม่ชอบสิ่งไหนก็อย่าไปทำสิ่งนั้นกับคนอื่น
ส่วนศีลสำหรับคนไร้ศาสนานั้นมีอยู่เพียงข้อเดียวนั่นก็คือ
อย่าขโมยความดีไปจากจิตใจของตนเอง
คาถาหนึ่งบท กับศีลหนึ่งข้อ ถ้าทำได้ แม้เป็นคนไม่มีศาสนา ก็ไม่เป็นภาระต่อโลกในนี้ เรียกได้ว่าเป็นพลเมืองที่ดีของโลกและเพื่อนมนุษย์แล้วโดยสมบูรณ์

วิธีหาความสุขทั้ง 15 ข้อนี้คือสิ่งที่ทำได้ทันที แบบไม่ต้องรีรอ ไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย อยู่ที่จะทำหรือไม่ทำ ข้อไหนสะดวกใจให้ทำก่อน ข้อไหนรู้สึกว่ายากก็เว้นเอาไว้ ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ เก็บไปทีละข้อจนครบทั้ง 15 ข้อ ถึงแม้คุณไม่ได้บรรลุธรรมแต่คุณก็จะเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าที่สุดคนหนึ่งทีเดียว และหากใครเบื่อการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อทำทั้ง 15 ข้อนี้ได้ก็มีโอกาสบรรลุเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งในชาติปัจจุบัน เปรียบเหมือนคนที่เตรียมความพร้อมมาดี เพียงเติมส่วนที่ขาดเล็กน้อยก็บรรลุถึงฝั่งฝันได้ไม่ยา
ขอให้ทุกคนสนุกกับการหาความสุขให้ตนเองในแบบง่ายๆ
ยิ้มทุกวัน มองฟ้าให้เป็นฟ้า
มีปัญญาสามารถเปลี่ยนโลกแห่งนี้
ให้เป็นสวนดอกไม้แห่งชีวิตได้สำเร็จกันทุกคน…

ที่มา http://www.facebook.com/talktopasin2013

Categories : เรียนรู้และพัฒนาตนเอง

คำแนะนำ ๑๒ ประการ สำหรับชีวิตในโลกปัจจุบัน โดย อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ

Posted by 15 October, 2012 (1) Comment

มีบทความดีๆมาให้อ่านกันนะครับ เป็นคำแนะนำของท่าน อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ ที่เหมาะสำหรับการแก้ปัญหาที่เกิดภายในจิตใจอย่างยั่งยืนสำหรับคนในยุคนี้มากทีเดียว

คำแนะนำ ๑๒ ประการ สำหรับชีวิตในโลกปัจจุบัน
โดย อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ

ในโลกปัจจุบันนี้ จัดเป็นยุคที่ สับสน หลอกลวงกันได้ง่าย โดยเฉพาะเป็นยุคทางสื่ออิเลคทรอนิคส์ เป็นยุค “ลับ ลวง พราง” สิ่งที่อ่านในสื่ออาจจะไม่ใช่ความจริง สิ่งที่เป็นข่าว อาจจะเป็นข้อมูลลวงและพราง เปลี่ยนประเด็นความสนใจของประชาชนออกไป กฏหมายชราภาพพอๆกับผู้รักษากฏหมายชราภาพ การศึกษาเป็นทาสของนักธุรกิจ เป็นการศึกษาเชิงพานิชย์ ฯลฯ มากกว่าสมัยก่อนๆ หรือ สมัยก่อนอาจจะมีมากก็ได้ แต่ ไม่ค่อยเป็นข่าว ไม่ค่อยโดนจับได้ ข่าวร้ายโดนลบทิ้งได้ทันเวลา ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะฟันฝ่ายุคนี้ไปได้อย่างสมดุล คือ สมดุลทั้งทางโลกและทางธรรม สมดุลทั้งการเงิน เศรษฐกิจ สังคม และ รักษ์โลก เพื่อที่ว่าสุดท้ายไม่โดนระบบธรรมชาติ จัดระเบียบ ด้วยสงคราม และ ภัยธรรมชาติต่างๆ คนสมัยนี้ คล้ายกับผีร้าย ซาตานเข้าสิง สามารถทำธุรกิจ แบบทำลาย ทำร้ายสุขภาพผู้คนได้แบบหน้าตาเฉย ตาใส ไร้ความรู้สึก ไม่ผิดกฎหมายทั้งๆที่ผิดคุณธรรม โดยผ่าน ระบบการตลาดที่โหดเหี้ยม กลไกการตลาดที่ “ลับ ลวง พราง” และ เพื่อ ยั่วยวน หลอกล่อ จับจุดอ่อน ส่งเสริมความฟุ่มเฟือย ฯลฯ โดยใครไม่รู้เท่าทัน ก็ “ติดกับดัก” หลุดเข้าระบบ “สายพานชีวิต” ผมมีคำแนะนำ ง่ายๆ (ไม่ต้องมีเอกสารอ้างอิง เพราะ คิดเอง มั่วเอง) ๑๒ ประการ ดังนี้

(๑) อย่าเชื่อโฆษณา

นักการตลาด นักโฆษณา มากมาย ใช้ เทคนิค ศิลปะการยั่วยวน ให้คึกที่จะซื้อ นับวันจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เร่งให้เป็นนักซื้อ หัดสร้างหนี้ตั้งแต่เป็นเด็กๆกันเลยทีเดียว ศาสตร์ทางการตลาด โฆษณา สื่อสารมวลชน กลายเป็นศาสตร์ที่ “ติดลบ” “อกุศล“มากขึ้น เสื่อมลงมากขึ้น คนในวงการ ไม่ควบคุมกันเอง ไม่ตักเตือนกัน ดังนั้น เราในฐานะผู้บริโภค ก็ต้องเลิกเสพสื่อ เลิกเชื่อโฆษณา สอนลูก สอนหลาน สอนเยาวชน ให้เห็น กลลวงต่างๆ ให้มากขึ้น รู้ให้ทัน

(๒) ดู TV ให้น้อยลง และ หันไป ลงมือทำอะไรด้วยตนเองมากขึ้น

ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ห่างไกลจอทีวี จอ Internet บ้าง สุขภาพของท่าน จะโดนทำลาย ทั้งสายตา กล้ามเนื้อสะบักไหล่ กระดูกจะปวดทั้งที่หลังและที่คอ โรคกระเพาะอาหาร นอนน้อย และ อื่นๆ สุดท้าย เงินเก็บที่หามาได้ จะหมดลง เพราะ เป็นค่าใช้จ่ายให้โรงพยาบาล นั่งรถเข็นหรือนอนพะงาบพะงาบ ช่วยตนเองไม่ได้บนเตียง และ ไม่มีลูกหลานมาดูแล เพราะ ท่านทอดทิ้งพวกเขา มาหมกมุ่นอยู่หน้าจอทั้งวัน ท่านลืมออกกำลังกาย ความรัก ความผูกพันในครอบครัวจะหายไปเรื่อยๆ ต่างคนต่างอยู่มากขึ้น

(๓) เดินห้างให้น้อยลง พาลูกพาหลานออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งบ้างนะ

เดินในห้าง ท่านก็ผสมลมหายใจของใครต่อใครก็ไม่รู้ปนเปไปกับท่าน สูดเชื้อ ดมกลิ่น สารเคมี ที่ฉีดลงบนสินค้าต่างๆ ดมทุกวัน บ่อยๆมากๆก็แย่เหมือนกันนะ ออกไปกลางแจ้ง ที่อากาศดีๆ เพราะ บนถนนยิ่งเลวร้ายกว่า โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่เอาจริงเรื่องอะไรสักอย่าง นอกจาก การเมืองและผลประโยชน์ กีฬากลางแจ้ง แบบฝรั่ง มีแต่ค่ายใช้จ่ายราคาแพง เป็นกีฬาเชิงการค้าไปแล้ว เราก็ลองหากิจกรรมง่ายๆ ราคาถูก เช่น เดินป่า ปลูกต้นไม้ เข้าวัด ก็ได้นะ

(๔) อย่าไปอยู่ในฝูงชนมากนักเลย โดยเฉพาะคอนเสิร์ตต่างๆ

หูจะแตก เพราะ ลำโพงเปิดเสียงดังลั่น ทั้งในห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด ลานเต้นแอร์โรบิก ถนนที่รถเต็มไปหมด รถเปิดเพลงดังลั่นและ ในชนบท ก็ยัง เปิดเพลงดังลั่นระวัง ยังมีระเบิดจากผู้ก่อการร้าย โรคติดต่อร้ายแรง ที่อาจจะมาพร้อม การเปิด AEC (ประชาคมอาเซียน) ก็ได้นะ อย่าทำอะไรตามๆกัน หันทวนกระแสแล้วจะปลอดภัย อย่าไปเห่อตามเขามากนัก โดยเฉพาะเรื่องอาหาร มีแต่ภัย ซ่อนเร้นอยู่

(๕) ซื้อให้น้อยๆหน่อย หัดทำเองบ้าง

ปลูกผักเอง แล้วจะรู้ว่า ผักธรรมชาติ กับ ผักอันตรายด้วยสารเคมี มันต่างกันเยอะเลย ทั้ง รส สี และกลิ่น หัดพึ่งพาตนเองบ้าง ลดการนำเข้า ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในบ้าน และ ในองค์กรก็ได้ วิศวกร มีแต่ catalog engineer ซื้อๆๆ เทคโนโลยีต่างชาติ คิดอะไรเองไม่เป็น ออกแบบไม่เป็น เก่งแต่ “จัดซื้อ” ควรหัดฝึกวิศวกร เป็นนักประดิษฐ์บ้าง ผู้บริหารหัดทำอะไรเองบ้าง ลงจากหอคอยงาช้าง ลงมาเลียบค่ายดูทหารเลวบ้าง อย่าคิดเองเออเอง ลงมาดูที่จริง ของจริง ความจริงบ้าง อย่าหูเบา อย่าเชื่อคนข้างกายมากนักเลย

(๖) หยุดทาน อาหารโหลๆ (Junk food) แล้วหัด ทานอาหาร ตามธรรมชาติบ้าง

ระบบการศึกษายุคนี้ เป็นแบบ “รู้ลึกโง่กว้าง” สุดท้าย ตายน้ำตื้น โดนพ่อค้าแม่ค้าหลอกเอาสารเคมี ใส่ลงไปในอาหาร ทานเข้าไปทุกวัน แบบ “โง่ ตาใส” เรียนก็สูง การงานก็ดี แต่ สอบตก เรื่องพฤติกรรมการทานอาหาร เร่งรีบ โดนหลอก หลงตนเอง ขี้เกียจ มักง่าย สุดท้าย “ทานแบบด่วน ก็ตายแบบด่วน” กลับบ้าน ทานข้าวกับพ่อแม่ ลูกเมียบ้าง ทานอาหารนอกบ้าน น่ากลัวนะ จะบอกให้

(๗) เอาแต่ทำงานแบบเดิมๆ แล้วคาดหวังผลงานดีๆ

ขยันแบบโง่ ทำเหมือนเดิม ไม่ปรับปรุง ไม่พัฒนา ไม่กล้าลอง อ้างงานยุ่ง ซึ่งพวก ขยันแต่โง่นี้ ฮิตเล่อร์ (Hitler)บอกว่า “เจอเมื่อไร ให้ฆ่าทิ้ง” สุดท้ายองค์กรไปไม่รอด ตนเองล้มบนฟูก ลูกน้องเดือดร้อน ประเทศชาติเสียหาย แม่ธรณีโดนรังแก วนอยู่ในกรอบเดิมๆ ตั้ง KPI มาวัดผลงาน ด่าในเรื่องซ้ำๆ ด่าคนทำไม่ด่าคนสั่ง เข้าลักษณะที่ว่า “ใครขโมยเนยแข็งของฉันไป” หรือ “สาปแช่งความมืด ลืมจุดตะเกียง

(๘) เอาแต่ขับรถ ลองหัดเดินดูบ้าง

เอาแต่ ยั่วให้คนซื้อรถ ปล่อยดอกเบี้ยให้ซื้อรถ สุดท้าย รถเต็มเมือง ถล่มน้ำมัน ต่างชาติฟันกำไร คนไทยเป็นง่อย เดินไม่เป็น ระบบรถสาธารณะน้อย กดดันให้ซื้อรถใหม่ ดูดควันพิษ ยังไม่มีระบบ Sky walk ในเมืองไทย คือ สามารถเดินเชื่อมทะลุได้หมด ไม่ต้องใช้รถ

(๙) ของเก่ายังใช้ไม่คุ้ม ซื้อใหม่อีกแล้ว ลองอดทนใช้ของเก่าๆบ้าง

ทั้ง โทรทัศน์ โทรศัพท์ หัดค่อยๆใช้ไป ไม่ต้องบ้าจี้ ขี้อวด ขี้โอ่ กลัวตกเทรนด์ อดทนหน่อย เปลี่ยนระบบคอมพิวเตอร์ อยู่เรื่อย ลงโปรแกรมใหม่ๆ ลูกอีช่างเปลี่ยน จนคนในองค์กร มึน งง เบลอไปหมดแล้ว

(๑๐) หยุดวุ่นวายเรื่องชาวบ้าน หัดมาพิจารณาตนเองบ้าง

เอาแต่ จับกลุ่มนินทา เพ่งโทษ โดยไม่หันมาพัฒนาตนเอง ติดดี เห็นคนอื่นแย่กว่า พูดจาทับถม ดับกำลังใจกัน สุดท้าย องค์กรหมดสภาพ เลิกเห่อฝรั่ง เห่อต่างชาติ หันมาใช้ของไทยๆ ภูมิใจในความเป็นไทยบ้างนะ หัดขอบคุณกันบ้าง อย่าเป็นองค์กรแล้งน้ำใจ อย่าวางฟอร์ม อย่าระแวง อย่าต่างคนต่างอยู่ อย่ากัดกันเอง

(๑๑) หัดทำอะไรช้าๆบ้าง เร่งมาแล้วทั้งชีวิต

ในความช้า มีอะไรให้ศึกษามากมาย จะเร่งไปตายถึงไหน เร่งขับรถ เร่งกิน เร่งโกง เร่งกำไร ไปถึงไหน รอๆ ธรรมชาติฟื้นตัวบ้างนะ ถล่มแม่ธรณีทำไมกันเนี่ย ช้าให้เป็น ช้าอย่างมีสติ หัดนั่งสมาธิ เดินจงกรม ทำงานศิลปะบ้าง

(๑๒) หัดมีระบบสำรองบ้าง

ถ้าอยู่เมืองใหญ่ วันใด มีสงคราม มีภัยธรรมชาติใหญ่ๆ จะหลบไปไหน แก่แล้วจะทำอะไร อย่ามาติดเรื่องเกษียณ ตอนอายุ ๕๙ ปี มันสายไปแล้ว ควรคิดตั้งแต่ อายุ ๒๐ ปีแล้ว ว่าจะเกษียณยังไง อย่ามั่นใจว่า กฎแห่งกรรมไม่มีจริง หัดสำรองความเชื่อเอาไว้บ้าง หากเรื่องที่เราไม่เชื่อ โดยเฉพาะ เรื่อง ชาติหน้า เรื่องนรกสวรรค์มีจริงขึ้นมา เราจะทำไง หัดบริหารความเสี่ยงบ้างนะ เรียนทางสายวิทย์มาตลอด เชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์มาตลอด แล้วรู้ได้ไงว่า วิทยาศาสตร์ถูกต้อง ในเมื่อ มนุษย์ที่โกงๆ มั่วๆ เป็นคนทำวิจัย ทำการทดลอง และ เป็นนายทุนนำเสนอ กระบวนวิธีทางวิทยาศาสตร์น่าจะถูกต้อง 100% แต่ นักวิทยาศาสตร์นี่ซิ ไม่น่าจะถูกต้อง ทุกคนนะ บางคนอาจจะรับเงินนักธุรกิจชั่วร้าย งกๆเค็มๆ โกงๆมาก็ได้นะ บิดเบือนผลการวิจัยเพื่อเข้าข้างตนเองก็มีนะ

*** อย่ารอแก่แล้วไปวัด ไปศึกษาทางธรรมนะ ***

เรื่องทาง พุทธศาสตร์ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกๆๆ จนได้ทักษะ ไม่ใช่ แค่คิด ไม่ใช่แค่อ่าน ก็จะเข้าใจได้นะ ดังนั้น อย่าประมาท อาจจะตายก่อน เกษียณก็ได้ อาจจะพิการ จนศึกษาทางธรรมไม่ได้ก็ได้นะ รู้ได้ไงว่า ที่เชื่อมาทั้งชีวิต หนีธรรมะมาทั้งชีวิต เป็นเรื่องจริง

หากไม่ศึกษาธรรม ไม่เข้าหาบัณฑิต ก็คือ คิดเอง เออเอง มันพลาดได้ง่ายๆนะ เรื่องทางธรรม ไม่ใช่ เรื่องการใช้ “ความคิด” นะ หลงใช้ “ความคิด” มาทั้งชีวิต แล้วจะเข้าใจธรรมได้ยังไง ธรรมะเป็นเรื่องของ “สติ” ที่ต้องผ่านการฝึกฝน สะสมเก็บชั่วโมงฝึก คนคิดมากฝึกธรรมไม่ได้นะ

จริงๆแล้ว ยังมีอีกหลายประการ หลายข้อแนะนำ แต่ ๑๒ ประการนี้ ก็เยอะแล้ว  เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องที่ ฟังดูง่าย แต่ ทำจริงๆยาก เหมือนกับการศึกษาธรรมะ คือ ต้องลงมือทำจึงจะเข้าใจ เอาแต่อ่านแล้ววิจารณ์ไม่ได้เลย

การพึ่งพาตนเอง ไม่ไหลตามกระแส ดูจะเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็น ไม่ต้องไปคิดแบบแคบๆว่า “ทำกินเองแล้วคนอื่นจะตกงาน พ่อค้าจะไม่มีงานทำ” การคิดแบบนี้ เป็นอะไรที่ วัยรุ่นเรียกว่า “เกรียน“มาก หรือ ภาษาจีนแต้จิ๋ว คือ ซี้ปังโต้ และ ซี้ปังเท้า มากๆ

Categories : ข้อคิด และ คติเตือนใจ